การศึกษาของลูก

       ปัจจุบันสังคมไทยมีการแข่งขันการเรียนสูงขึ้น ทั้งเด็ก ผู้ปกครองและโรงเรียน เกิดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองและชนบท ระบบการเรียนมีให้เลือกหลายแบบทั้งภาคภาษาไทย ภาคภาษาอังกฤษ หรือสองภาษา แต่กระนั้นโอกาสใน การประสบความสำเร็จทางการศึกษาไม่ได้จำกัดเพียงแค่การเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเท่านั้น

       กระทรวงศึกษาธิการมีการปฎิรูปการศึกษาหลายครั้ง เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องจึงเป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินงาน  แม้รัฐบาลจะมีนโยบายให้เด็กๆ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ แต่ค่านิยมของสังคม และทัศนคติคุณพ่อคุณแม่ยังสนับสนุนให้เด็กๆเรียนพิเศษและกวดวิชากันมากมาย นั่นอาจหมายถึงท่านต้องการให้ลูกเรียนหนังสือ มากกว่า การเรียนรู้ที่หลากหลายตามวัยและพัฒนาการของเด็ก

       ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าจัดคุณภาพการศึกษาได้ระดับแนวหน้าของโลก  ซูซันนา เอลด์วิค ที่ปรึกษาด้านการศึกษาสถานทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษามีมาต่อเนื่องกว่า 40 ปี เพื่อพัฒนาทรัพยากรของประเทศ เน้นการกระจายอำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่น ชุมชน และโรงเรียนทุกแห่ง โดยไม่มีการจัดอันดับของโรงเรียน มีระบบการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงมากหรือการศึกษาระดับปริญญาโทมาเป็นครู เพื่อปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสม จำนวนชั่วโมงที่เรียนในแต่ละวันไม่มากเกินไปเพื่อให้เด็กๆได้เคลื่อนไหว ผ่อนคลายและพักสมอง 

       ผลการเรียนแต่ละปีการศึกษามาจากการร่วมกิจกรรม งานกลุ่ม การเสนองานหน้าชั้น พัฒนาการเรียนรู้ และกิจกรรมอื่นๆ การเรียนไม่เน้นรายวิชา แต่เน้นการทำโครงงาน (Project Based Learning) ไม่มีติวเตอร์สอนพิเศษหรือสถาบันกวดวิชา แต่สนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทั้งในระบบและนอกระบบห้องเรียน นอกจากนั้น คนฟินแลนด์นิยมพาเด็กๆเข้าห้องสมุดตั้งแต่พวกเขายังไม่หัดเดิน มีมุมเล่านิทานและหนังสือจำนวนมาก นั่นหมายถึงเด็กไปได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนรักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่วัยเยาว์

       การศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กๆไม่ได้ขึ้นกับการเรียนในโรงเรียนชื่อดัง เรียนพิเศษเยอะ ผลการสอบได้คะแนนดีเยี่ยม  ท่านพุทธภิกขุ เคยกล่าวไว้ว่า หากเป็นเช่นนั้น เรียกว่าการศึกษาแบบหมาหางด้วน ขาดโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวอื่นๆในชีวิตซึ่งเป็นพื้นฐานต่อความสำเร็จและการอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม

เทคนิคแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่

       1. คุณพ่อแม่คือครูและแบบอย่างอันสำคัญตลอดชีวิตลูก ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ควรเริ่มต้นตั้งแต่ที่บ้าน ด้วยการปรับการเลี้ยงดูให้ลูกมีคุณลักษะที่พร้อมต่อการเรียน เช่น ความขยัน ความเพียรพยายาม ความอดทน ความรับผิดชอบ ความมีวินัย ความตรงต่อเวลา การมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส การมีทักษะในการวางแผนแก้ปัญหา จากเรื่องง่ายๆไปสู่เรื่องที่ยากขึ้น   คุณหมอพบบ่อยว่าคุณพ่อคุณแม่ละเลยต่อการฝึกทักษะเหล่านี้ โดยมอบให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและขาดความตระหนักว่าเป็นหัวใจสำคัญต่อการเรียน

       2. เด็กๆควรได้รับการฝึกทักษะชีวิตควบคู่ไปกับการเรียนรู้ เช่น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การมีจิตอาสาช่วยสังคมและผู้อื่น การรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง คุณสมบัติดังกล่าวนี้ช่วยให้เด็กรู้สึกเป็นคนที่มีคุณค่าและเคารพผู้อื่น

       3. ควรฝึกให้เด็กเรียนรู้ทั้งการใช้สมองซีกซ้ายและซีกขวา โดยซีกซ้ายเกี่ยวข้องกับ ภาษา การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผลและการสื่อสาร หรือเรียกว่าสมองส่วนเหตุผล ในขณะที่ซีกขวา เกี่ยวข้องกับการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี  บทเพลง และการใช้จินตนาการ หรือเรียกว่าสมองส่วนสร้างสรรค์  สมองทั้งสองส่วนทำงานส่งเสริมซึ่งกันและกัน

       4. หากจำเป็นต้องให้ลูกกวดวิชา หรือ เรียนพิเศษ ควรพิจารณาอย่างเหมาะสม เช่น จำนวนชั่วโมงที่เรียนต่อสัปดาห์ ความสามารถของลูกในวิชานั้นๆ การอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง การมีเวลาพักผ่อนสมองหรือทำกิจกรรมอื่นๆกับครอบครัว หลายครั้งที่คุณหมอพบว่า ตารางเรียนของเด็กอัดแน่นเกินไปตั้งแต่อนุบาล จนกระทั่งเด็กมีความเครียดจากการเรียน และแสดงออกด้วยปัญหาพฤติกรรมเช่น อารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่รับผิดชอบ การความกระตือรือร้น

       5. คุณพ่อคุณแม่พิจารณาศักยภาพในการเรียนรู้ด้านต่างๆ ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยในตัวลูก และส่งเสริมการเรียนรู้ให้สมดุล และก้าวทันโลกแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบัน สนับสนุนให้เด็กมีการศึกษาต่อเนื่องระยะยาว ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กๆรักการศึกษาไปตลอดชีวิต

       การศึกษาเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่ง การส่งเสริมการเรียนรู้ไม่มีสูตรสำเร็จแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง เด็ก ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม ตลอดจนนโยบายของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้เทียบเท่าสากล...กล้วยไม้ออกดอกช้า  ฉันใด  การศึกษาเป็นไป ฉันนั้น  แต่ออกดอกคราใด  งามเด่น  การศึกษาปลูกปั้น...เสร็จแล้ว แสนงาม

 

เขียนโดย พญ.ปาฎิโมกข์ พรหมช่วย

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

 

Visitors: 548,624